31 มกราคม 2556

ทฤษฎีประมวลสารสนเทศ (Information Processing)


ทฤษฎีประมวลสารสนเทศ (Information Processing)


ทฤษฎีประมวลสารสนเทศ (Information Processing)

ความเป็นมา และแนวคิดของทฤษฎีประมวลสารสนเทศ

ในระหว่างปี ค.ศ. 1950-1960 ทฤษฎีการเรียนรู้ส่วนใหญ่มักจะเป็นการทดลองที่ให้หนูวิ่งในเขาวงกต ซึ่งนักจิตวิทยาหลายท่านมองเห็นว่าการทดลองดังกล่าวไม่สามารถที่จะช่วยในการอธิบายเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่ยุ่งยากซับซ้อนของมนุษย์ได้
นักจิตวิทยากลุ่มหนึ่งของพุทธิปัญญามองว่าการเรียนรู้ เป็นการเปลี่ยนแปลงปริมาณความรู้ของผู้เรียนทั้งในด้านปริมาณ และวิธีการประมวลสารสนเทศ แนวคิดดังกล่าว เรียกว่า ทฤษฎีประมวลสารสนเทศ (Information Processing Theory) ทฤษฎีนี้ให้ความสนใจกับธรรมชาติของผู้เรียนซึ่งเป็นผู้ที่ active (มีความตื่นตัวในการเรียน)
หรือกล่าวได้ว่า การแสดงพฤติกรรมหรือการเรียนรู้จะเกิดจากความต้องการของผู้เรียน ซึ่งการเรียนรู้นั้นเป็นผลเนื่องมาจากปฏิสัมพันธ์สิ่งเร้าที่มาจากสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ข้อมูลหรือความรู้ที่ต้องการเรียน กับ ตัวผู้เรียน

นักจิตวิทยากลุ่มประมวลสารสนเทศ เชื่อว่า การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงความรู้ของผู้เรียนทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ หรือกล่าวได้ว่า นอกจากผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆมีปริมาณที่เพิ่มขึ้นแล้ว ผู้เรียนยังสามารถ จัดระเบียบ เรียบเรียง รวบรวม เพื่อให้สามารถเรียกความรู้เหล่านั้นมาใช้ได้ในเวลาที่ต้องการ

อีกทั้งยังสามารถควบคุมอัตราความเร็วในการเรียนรู้ตลอดจนขั้นตอนของการเรียนได้ โดยเน้นที่จะศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกระบวนการคิด (cognitive operation) แต่ทฤษฎีนี้ มีความคิดเห็นที่แตกต่างกับ แนวคิด

เกี่ยวกับ การพัฒนาตามลำดับขั้นทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget) แต่เชื่อว่ากระบวนการคิด(cognitive process) และความสามารถ (abilities) จะมีแนวโน้มที่จะพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น เด็กสามารถเรียนรู้ได้เร็วขึ้น จำได้มากขึ้น และสามารถปฏิบัติงานที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้นได้ในขณะที่เจริญเติบโตขึ้น

แนวคิดกลุ่มทฤษฎีประมวลสารสนเทศ (Information Processing)

ทฤษฎีประมวลสารสนเทศ จะเป็นการอธิบายเกี่ยวกับ การได้มาซึ่งความรู้ (acquire) สะสมความรู้ (store)

และการะลึกได้ (recall) ตลอดจนการใช้ข่าวสารข้อมูล หรือกล่าวได้ว่า เป็นทฤษฎีที่พยายามอธิบายให้เข้าใจว่า มนุษย์จะมีวิธีการรับข้อมูลข่าวสาร หรือความรู้ใหม่อย่างไร เมื่อรับมาแล้วจะมีวิธีการประมวลข้อมูลข่าวสาร และเก็บสะสมไว้ในลักษณะใด ตลอดจนจะสามารถดึงความรู้นั้นมาใช้ได้อย่างไร

ทฤษฎีนี้จัดอยู่ในกลุ่มพุทธิปัญญา (Cognitivism) โดยให้ความสนใจเกี่ยวกับกระบวนการคิด การให้เหตุผลของผู้เรียน ซึ่งแตกต่างจากทฤษฎีการเรียนรู้ของกลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) ที่มุ่งเน้นพฤติกรรมที่สังเกตได้เท่านั้น โดยมิได้สนใจกับกระบวนการคิดหรือกิจกรรมทางสติปัญญาของมนุษย์ (mental activities) ซึ่งเป็นสิ่งที่นักจิตวิทยากลุ่มพุทธิปัญญาตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องศึกษากระบวนการดังกล่าวซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถสังเกตได้ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

นักทฤษฎีประมวลสารสนเทศมุ่งเน้นที่จะศึกษาในเรื่องต่อไปนี้ คือ

1. ความใส่ใจ (attention)

2. กลยุทธ์การเรียนรู้ (learning strategies)

3. พื้นฐานความรู้(knowledge base)

4. ความรู้เกี่ยวกับการรู้คิดของตนเอง (metacognition)

การประมวลผลสารสนเทศ (information processing) โดยทั่วไปแล้ว หมายถึง การกระทำใดๆก็ตามที่ทำให้สารสนเทศเปลี่ยนไป และสามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงได้โดยผู้สังเกต (observer) กล่าวคือ เป็นกระบวนการและหรือวิธีการ ที่ทำให้ข้อมูลข่าวสารความรู้ใดก็ตาม แปลรูปไปเป็นข้อมูลชนิดใหม่ที่ให้ความหมายหรือคงรูปแบบเดิมเอาไว้ เช่น การเจริญเติบโตของต้นไม้ ได้ถูกสังเกตการณ์และบันทึกไว้ เป็นไฟล์คอมพิวเตอร์แบบตารางเพื่อจัดเก็บข้อมูลทางสถิติของการเจริญเติบโตของต้นไม้ และนำข้อมูลนั้นเปลี่ยนไปเป็นกราฟแสดงให้เห็นถึงอัตราการเจริญเติบโต

การประมวลผลสารสนเทศ ยังหมายถึงการประมวลผลข้อมูลสารสนเทศที่ถูกจัดเก็บไว้ในรูปของไฟล์ในคอมพิวเตอร์ ได้ถูกอ่านขึ้นมาจากที่จัดเก็บ (storage) เพื่อเอาไปประมวลผ่านหน่วยประมวลผล (processor) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมาและแสดงผลออกมาในหน่วยแสดงผลทางหน้าจอหรือทางพรินเตอร์ เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับข้อมูลที่ต้องการได้อย่างถูกต้อง

นอกจากนั้น การประมวลผลสารสนเทศ ยังมีความหมายในเชิงจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องกระบวนการรับรู้ ซึ่งเกี่ยวกับการศึกษาเพื่อให้เข้าใจวิธีการคิดของมนุษย์

ทฤษฎีประมวลสารหรือทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลผลข้อมูล เป็นทฤษฎีที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์ โดยให้ความสนใจเกี่ยวกับการทำงานของสมอง ทฤษฎีนี้เริ่มได้รับความนิยมมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 จวบจนปัจจุบัน โดยมีผู้เรียกชื่อในภาษาไทยหลายชื่อ เช่น ทฤษฎีประมวลสารข้อมูลสาร ทฤษฎีการประมวลผลข้อมูลสารสนเทศ ในที่นี้ จะใช้เรียกว่า ทฤษฎีการประมวลสาร

ทฤษฎีประมวลผลสาร (Information Processing Theory) มีหลัก ทฤษฎีการเรียนรู้ คือ

ทฤษฎีประมวลสารหรือทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลผลข้อมูล เป็นทฤษฎีที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์ โดยให้ความสนใจเกี่ยวกับการทำงานของสมอง ทฤษฎีนี้เริ่มได้รับความนิยมมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 จวบจนปัจจุบัน ทฤษฎีนี้มีแนวคิดว่า การทำงานของสมองมีความคล้ายคลึงกับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ คลอสเมียร์ (Klausmeier,1985:108) ได้อธิบายการเรียนรู้ของมนุษย์โดยเปรียบเทียบการทำงานของคอมพิวเตอร์กับการทำงานของสมอง ซึ่งมีการทำงานเป็นขั้นตอนดังนี้ คือ

1. การรับข้อมูล (Input) โดยผ่านทางอุปกรณ์หรือเครื่องรับข้อมูล

2. การเข้ารหัส (Encoding) โดยอาศัยชุดคำสั่งหรือซอฟต์แวร์ (Software)

3. การส่งข้อมูลออก (Output) โดยผ่านทางอุปกรณ์

คลอสเมียร์ (Klausmeier,1985:105) ได้อธิบายการประมวลผลข้อมูลโดยเริ่มต้นจากการที่มนุษย์รับสิ่งเร้าเข้ามาทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 สิ่งเร้าที่เข้ามาจะได้รับการบันทึกไว้ในความจำระยะสั้น ซึ่งการบันทึกนี้จะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 2 ประการ คือ การรู้จัก (Recognition) และความสนใจ (Atention) ของบุคคลที่รับสิ่งเร้า บุคคลจะเลือกรับสิ่งเร้าที่ตนรู้จักหรือมีความสนใจ สิ่งเร้านั้นจะได้รับการบันทึกลงในความจำระยะสั้น (Short-Term Memory) ซึ่งดำรงคงอยู่ในระยะเวลาที่จำกัดมาก แต่ละบุคคลมีความสามารถในการจำระยะสั้นที่จำกัด คนส่วนมากจะสามารถจำสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันได้เพียงครั้งละ 7 ± 2 อย่างเท่านั้น ในการทำงานที่จะเป็นต้องเก็บข้อมูลไว้ใช้ชั่วคราว อาจจำเป็นต้องใช้เทคนิคต่าง ๆ ในการจำช่วย เช่น การจัดกลุ่มคำ หรือการท่องซ้ำ ๆ กันหลายครั้ง ซึ่งจะสามารถช่วยให้จดจำสิ่งนั้นไว้ใช้งานได้ การเก็บข้อมูลไว้ใช้ในภายหลัง สามารถทำได้โดยข้อมูลนั้นจำเป็นต้องได้รับการประมวลและเปลี่ยนรูปโดยการเข้ารหัส (Encoding) เพื่อนำไปเก็บไว้ในความจำระยะยาว (Long Term Memory) ซึ่งอาจต้องใช้เทคนิคต่าง ๆ เข้าช่วย เช่น การท่องซ้ำหลาย ๆ ครั้ง หรือการทำข้อมูลให้มีความหมายกับตนเอง โดยการสัมพันธ์สิ่งที่เรียนรู้สิ่งใหม่กับสิ่งเก่าที่เคยเรียนรู้มาก่อน ซึ่งเรียกว่า เป็นกระบวนการขยายความคิด (Elaborative Operations Process) ความจำระยะยาวนี้มี 2 ชนิด คือ ความจำที่เกี่ยวกับภาษา (Semantic) และความจำที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ (Affective Memory) เมื่อข้อมูลข่าวสารได้รับการบันทึกไว้ในความจำระยะยาวแล้ว บุคคลจะสามารถเรียกข้อมูลต่าง ๆ ออกมาใช้ได้ ซึ่งในการเรียกข้อมูลออกมาใช้ บุคคลจำเป็นต้องถอดรหัสข้อมูล (Decoding) จากความจำระยะยาวนั้น และส่งต่อไปสู่ตัวก่อกำเนิดพฤติกรรมตอบสนอง ซึ่งจะเป็นแรงขับหรือกระตุ้นให้บุคคลมีการเคลื่อนไหว หรือการพูดสนองตอบต่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ กระบวนการของการประมวลข้อมูลของมนุษย์โดยคลอสเมียร์

การประยุกต์ใช้ทฤษฎีในการเรียนการสอน

ในการจัดการเรียนการสอนนั้นควรตระหนักถึงสิ่งที่ผู้เรียนเคยรู้มาก่อนที่ถูกบันทึกเก็บไว้ในความจำระยะยาว ซึ่งมีอิทธิพลกับการเรียนรู้ใหม่ (Siegler, 1983) ดังนั้นเพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถเก็บบันทึกความรู้ต่างๆที่ได้เรียนรู้ไว้ในความจำระยะยาวและสามารถเรียกกลับมาใช้ได้นั้น
ผู้สอนควรพยายามสร้างสะพานที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่ผู้เรียนเคยรู้มาก่อนกับสิ่งที่จะเรียนรู้ใหม่ โดยวิธีการต่างๆที่กล่าวมาแล้ว เช่น การทบทวน การทำซ้ำๆ(Rehearsal) การเรียบเรียงและรวบรวม(Organize) การขยายความ หรือขยายความคิด(Elaborate) เป็นต้น

เช่น การเรียนเรื่องรูปร่างลักษณะของจำนวนศูนย์ 0 ของเด็กระดับอนุบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน ถ้าผู้สอนช่วยเชื่อมโยงเข้ากับสิ่งที่ผู้เรียนเคยรู้จัก รูปร่างของศูนย์ 0 กับสิ่งที่ผู้เรียนเคยรู้จัก เช่น ไข่ ลูกโป่ง ลูกปิงปอง หรืออื่นๆที่ผู้เรียนเคยรู้จักมาก่อน อาจจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ในเรื่องดังกล่าวได้ดียิ่งขึ้น

ทฤษฎีที่ดังกล่าวมาข้างต้น นำมาประยุกต์กับการเรียนการสอนหลายประการเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อหลายทางดังนี้

1. เนื่องจากการรู้จัก (Recognition) มีผลต่อการรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง หากเรารู้จักสิ่งนั้นมาก่อน เราก็มักจะเลือกรับรู้สิ่งนั้น และนำไปเก็บไว้ในหน่วยความจำต่อไป การที่บุคคลจะรู้จักสิ่งใด ก็ย่อมหมายความว่า บุคคลรู้หรือเคยมีประสบการณ์กับสิ่งนั้นมาก่อน ดังนั้น การนำเสนอสิ่งเร้าที่ผู้เรียนรู้จักหรือมีข้อมูลอยู่ แล้วจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนหันมาใส่ใจและรับรู้สิ่งนั้น ซึ่งผู้สอนสามารถเชื่องโยงไปถึงสิ่งใหม่ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นได้

2. เนื่องจากความใส่ใจ (Attention) เป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการรับข้อมูลเข้ามาไว้ในความจำระยะสั้น ดังนั้น ในการจัดการเรียนการสอน จึงควรจัดสิ่งเร้าในการเรียนรู้ให้ตรงกับความสนใจของผู้เรียน เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนใส่ใจและรับรู้สิ่งนั้น และนำไปเก็บบันทึกไว้ในความจำระยะสั้นต่อไป

3. เนื่องจากข้อมูลที่ผ่านการรับรู้มาแล้ว จะถูกนำไปเก็บไว้ในความจำระยะสั้น ซึ่งนักจิตวิทยาการศึกษาพบว่า จะคงอยู่เพียง 15-30 วินาทีเท่านั้น ดังนั้น หากต้องการที่จะจำสิ่งนั้นนานกว่านี้ ก็จำเป็นต้องใช้วิธีการต่าง ๆ ช่วย เช่น การท่องซ้ำกันหลาย ๆ ครั้ง หรือการจัดสิ่งที่จำให้เป็นหมวดหมู่ ง่ายแก่การจำ เป็นต้น

4. หากต้องการจะให้ผู้เรียนจดจำเนื้อหาสาระใด ๆ ได้เป็นเวลานาน สาระนั้นจะต้องได้รับการเข้ารหัส (Encoding) เพื่อนำไปเข้าหน่วยความจำระยะยาว วิธีการเข้ารหัสสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การท่องจำซ้ำ ๆ การทบทวน หรือการใช้กระบวนการขยายความคิด (Elaborative Operations Process) ซึ่งได้แก่ การเรียบเรียง ผสมผสาน ขยายความ และการสัมพันธ์ความรู้ใหม่กับความรู้เดิม

5. ข้อมูลที่ถูกนำไปเก็บไว้ในหน่วยความจำระยะสั้นหรือระยะยาวแล้ว สามารถเรียกออกมาใช้งานได้โดยผ่าน “Effector” ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นพฤติกรรมทางวาจาหรือการกระทำ (Vocal and Motor Response Generator) ซึ่งทำให้บุคคลแสดงความคิดภายในออกเป็นพฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้ การที่บุคคลไม่สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เก็บไว้ได้ อาจจะเป็นเพราะไม่สามารถเรียกข้อมูลให้ขึ้นถึงระดับจิตสำนึกได้ (Conscious Level) หรือเกิดการลืมขึ้น

6. เนื่องจากกระบวนการต่าง ๆ ของสมองได้รับการควบคุมโดยหน่วยบริหารควบคุมอีกชั้นหนึ่ง (Executive Control Of Information Processing) ซึ่งเปรียบได้กับโปรแกรมสั่งงาน ซึ่งเป็น “Software” ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้น การที่ผู้เรียนรู้ตัวและรู้จักการบริหารควบคุมกระบวนการทางปัญหาหรือกระบวนการคิดของตนก็จะสามารถทำให้บุคคลนั้นสามารถสั่งงานให้สมองกระทำการต่าง ๆ อันจะทำให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ได้ เช่น หากผู้เรียนรู้ตัวว่า เรียนวิชาใดวิชาหนึ่งไม่ได้ดี เพราะไม่ชอบครูที่สอนวิชานั้น นักเรียนก็อาจหาทางแก้ปัญหานั้นได้ โดยอาจสร้างแรงจูงใจให้กับตนเอง หรือใช้เทคนิคกลวิธีต่าง ๆ เข้าช่วย

ขั้นตอนหลักการประมวลสารสนเทศของมนุษย์

1. เครื่องรับ หรือสิ่งที่ใช้รับข้อมูล(ตา หู หรือ สัมผัสอื่นๆ) สิ่งแวดล้อม , สิ่งเร้า


2. กระบวนการ การมองเห็น , การฟัง , การสัมผัส 

3. ความจำระยะสั้น(ความจำช่วงระยะทำงาน) เครื่องก่อให้เกิดพฤติกรรม การเคลื่อนไหว หรือ การพูด พฤติกรรมการเคลื่อนไหว หรือ การพูด สิ่งแวดล้อม4. ความจำระยะยาว ภาษา(sementic), เหตุการณ์(episodic), การเคลื่อนไหว(motoric), อารมณ์ความรู้สึก(affective)

การแบ่งขั้นตอนหลักการประมวลสารสนเทศของมนุษย์
แบ่งออกเป็น 3 ขั้น ดังนี้

1. การบันทึกผัสสะ
(Sensory register)

กระบวนการผัสสะ ซึ่งมีหน้าที่ เก็บข้อมูลต่างๆเพียงระยะสั้นๆ ประมาณ 1-3 วินาที เพียงเพื่อให้ได้ตัดสินใจว่าเราจะให้ความสนใจและบันทึกไว้ในความจำระยะสั้นต่อไป

2 ความจำระยะสั้น
(Short-term Memory)

ความจำระยะสั้น เป็นแหล่งที่สองของการบันทึกความจำ หลังจากประสบการณ์ต่างๆที่รับเข้ามาจะบันทึกอยู่ใน การบันทึกผัสสะ (Sensory Register) ซึ่งเป็นแหล่งแรกของการบันทึกความจำ

3.ความจำระยะยาว
(Long-term Memory)

ข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ในความจำระยะสั้นนั้น ถ้าต้องการดึงออกมาใช้ (Retrieve)ในภายหลังได้นั้น ข้อมูลนั้นจะต้องผ่านกระบวนการประมวลผลและเปลี่ยนแปลง (Processed and transformed) จากความจำระยะสั้น ไปสู่ความจำระยะยาว

ขั้นตอนการประมวลข้อมูลสารสนเทศมนุษย์

เมื่อข้อมูลผ่านเข้าไปในสมองของมนุษย์ โดยผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าจะเกิดการแปรข้อมูล เพื่อเตรียมนำไปเก็บไว้ในความจำรูปแบบต่างๆ และพร้อมที่จะให้เรียกกลับขึ้นมาใช้ได้อีก ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้ (Holland, 1974 อ้างใน วรรณี ลิมอักษร, 2546)
1. ขั้นการเข้ารหัส (Encoding)
เมื่อสมองรับรู้ข้อมูลที่จะจำแล้ว ก็จะผ่านข้อมูลที่รับรู้ไปยังสมอง สมองไม่ได้บันทึกข้อมูลที่รับสัมผัสโดยตรง แต่จะเปลี่ยนเป็นรหัสเสียก่อน เช่น เมื่อนักเรียนได้ยินเสียงครูสอน เสียงครูไม่ได้ถูกบันทึกเข้าไปในสมองจริง แต่เสียงนั้นจะถูกเปลี่ยนให้เป็นรหัสเสียก่อน จึงจะนำเข้าไปจำไว้ในสมองส่วนความจำระยะสั้นต่อไป
2. ขั้นเก็บรหัส (Storage)
เป็นการบันทึกข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงเป็นรหัสเรียบร้อยแล้ว ในความจำระยะสั้นบันทึกลงบนสมองให้เป็นความจำระยะยาว
3. ขั้นการถอดรหัส (Retrieval)
เป็นการคิดค้นหรือการคืนมาของข้อมูลที่บันทึกเอาไว้ในความจำระยะยาว กลับเข้ามาสู่ความจำระยะสั้น หากข้อมูลที่ระลึกได้ตรงกับข้อมูลที่บันทึกไว้แสดงว่าจำได้


ที่มา : http://www.learners.in.th/blogs/posts/427962
       : http://waranyapuy.blogspot.com/2010/12/information-processing-theory.html

23 มกราคม 2556

อิทธิพลของความคิด..

อิทธิพลของความคิด..


คิดดี คิดบวก ประสบความสำเร็จ
โดย คุณดำรงค์ วงษ์โชติปิ่นทอง
จากรายการสุริวิภา

จากหนึ่งในวิทยากรนักออกแบบความคิด ดำรง วงศ์โชติปิ่นทอง ที่มีสโลแกนประจำตัว ความสำเร็จ…ออกแบบได้ เจ้าของคอร์สอบรมที่มีผู้ร่วมอบรมแล้วหลายพันคน และยังเป็นเจ้าของธุรกิจเก้าอี้นวด 100 ล้านอีกด้วย


ดำรง วงษ์โชติปิ่นทอง เขาคนนี้เป็น เสี่ยแจกเพชร

นักอบรมมืออาชีพคนนี้เริ่มต้นเป็นนักขาย และเริ่มจุดประกายให้ตนเองจากแนวคิด คนเราประสบความสำเร็จได้อย่างไร จะจบ ป.ตรี หรือ ป.4 ก็ประสบความสำเร็จได้ ทำให้สนใจไปศึกษาต่างประเทศเกี่ยวกับพลังสมอง

ซึ่งครั้งแรก ดำรง เรียนที่สิงคโปร์ หมดเงินไป 2.5 แสน ครั้งที่สองเรียนที่อังกฤษ จ่ายค่าเรียนไป 5 แสนบาท จนได้คำตอบว่า พลังแห่งความคิดนั้นเกิดจากการคิดบวก นั่นเอง

คนเราสอนให้คิดบวกได้ด้วยหรือ สอนอย่างไร แล้วการคิดบวกส่งผลอะไรถึงทำให้เปลี่ยนเป็นความสำเร็จ นักออกแบบความคิดคนเก่งจึงอธิบายเรื่องกลไกการจดจำในสมองว่า ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ก็ไม่ได้ตั้งแต่ต้น

งานนี้ใครที่ได้ดูรายการที่ผ่านมาแล้วยังฟังไม่จุใจ พี่หนูแหม่ม กระซิบบอกว่า เพียงตอบคำถามในรายการ 200 ท่านแรกที่ตอบถูกจะได้เข้าร่วมอบรม เปลี่ยนร้ายเป็นรวย โดยคุณดำรง ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 12 มิ.ย. เวลา13.00-16.00 น. ที่ห้องออดิทรอเรี่ยม ชั้น 6 อาคารปฏิบัติการ ฟรี!!

ดำรงค์ วงษ์โชติปิ่นทอง เมื่อครั้งเป็นแขกรับเชิญในรายการ สุริวิภา


อีกมุม ของ เสี่ยแจกเพชร
ดำรงค์ วงษ์โชติปิ่นทอง 

หากเอ่ยชื่อนี้ หลายคนคงไม่รู้จัก หากแต่บอกจะว่า ดำรงค์ วงษ์โชติปิ่นทอง เขาผู้นี้คือผู้สร้างวีระกรรมฮือฮาสยามประเทศให้ได้ตื่นตะลึงมาแล้วครั้งหนึ่ง ด้วยการไปยืนแจกเพชรให้กับประชาชนบนทางด่วน ?ดาวคะนอง? ขาเข้าบริเวณด่านเก็บเงิน จนสร้างความโกลาหล ทำให้รถติดขัดยาวเป็นกิโลมาแล้ว

ซึ่งเขา ดำรงค์ วงษ์โชติปิ่นทอง ได้เปิดเผยเพียงว่า ได้ร่ำรวยจากการธุรกิจนำเข้าเก้าอี้นวดจากไต้หวัน?ดำรงค์ วงษ์โชติปิ่นทอง ได้บอกเพียงว่า ต้องการสร้างกำลังใจให้คนสู้ชีวิตสวนกระแสเศรษฐกิจ และต้องการให้บ้านเมืองสงบสุข และดีกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนั้น

ปัจจุบัน ดำรงค์ วงษ์โชติปิ่นทอง ดำรงตำแหน่ง เป็น ประธานกรรมการ บริษัท วงษ์ อินเวนชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆ ภายใต้ แบรนด์ เรสเตอร์ (Rester) นอกจากนี้ ยังมีผลงานเขียนอันเรื่องชื่อ ที่ได้แก่ หนังสือเรื่องเกาโลก หนังสือเรื่องเกาเวลา หนังสือเกาสมอง และหนังสือ เกามนุษย์ เป็นต้น

เกามนุษย์ หนังสือที่ว่าด้วยการพัฒนาจิตใจและปัญญาในการทำงานและดำรงชีวิตของมนุษย์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน สี่พี่น้องตระกูล เกา ที่กล่าวมาข้างต้น


ดำรง วงษ์โชติปิ่นทอง ฝากผลงานเขียนไว้กับ สี่พี่น้องเกา

คนโง่
คนฉลาด 
คนใจบริสุทธิ์ 
คนเจ้าปัญญา 
ทั้งสี่คนนี้ มีทัศนคติ และพฤติกรรม ต่างกัน 


คนโง่ มักสร้างแต่ปัญหา ไม่ใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิต ไม่มีความรู้ จึงสร้างความสุขในระยะสั้น แต่จะก่อเกิดความทุกข์ในระยะยาว 

คนฉลาด มีความรู้ใช้ความคิดก่อนที่จะลงมือทำ มักบริโภคแต่สิ่งดีๆ เหลือกากที่ไม่ดีแล้วทิ้งไป คนฉลาดใช้ชีวิตได้ดี พัฒนาตัวเองตลอดเวลา แต่บางครั้งก็อาจไม่มีความสุข เพราะยึดติดกับความถูกต้อง จึงต้องใช้ชีวิตด้วยความอึดอัด และไม่เกิดความสุขในจิตใจ แม้ในบั้นปลายของชีวิต 

คนใจบริสุทธิ์ ใช้ชีวิตด้วยใจรักความดี จิตใจดีงาม จิตใจบริสุทธิ์ เปี่ยมด้วยความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น จนบางครั้งต้องพบกับความเดือดร้อนเอง เป็นที่พึ่งพาของผู้อื่นในยามยาก มักสร้างความสุขให้แก่ผู้อื่นได้ ส่วนความทุกข์ของตัวเองมักเก็บไว้ในใจคนเดียว ชีวิตมีความสุข และทุกข์ปนกันไป ขึ้นอยูกับสถานการณ์พาไป ไม่ได้ใช้จิตใจที่ดีก่อให้เกิดสุขแก่ตัวเอง 

คนเจ้าปัญญา ใช้ชีวิตด้วยการรู้จักตนเอง รู้จักโลก รู้จักความไม่จีรังของชีวิต ทุกสิ่งย่อมมีเกิด และมีดับไปตามกาลเวลา รู้จักความสุขและความทุกข์ ที่จะวนเวียนสลับกันเข้ามา เข้าใจเหตุ และผลของคนอื่น เข้าใจหลักธรรมะอย่างแท้จริง ซึ่งนำมาของหลักการใช้ชีวิต ทั้งแก่ตนเองและครอบครัว 

**การเปรียบเทียบมุมมอง
และพฤติกรรมของมนุษย์ โดยได้ใช้ พี่น้องสี่คนที่มีรูปร่างลักษณะภายนอกเหมือนกัน เพราะเป็นฝาแฝด สี่คน ซึ่งเป็นตัวแทนความเหมือนกันของมนุษย์ ที่มีรูปร่างลักษณะภายนอกเหมือนกัน พูดภาษาเดียวกัน แต่มีความคิดทัศนคติ ที่แตกต่างกัน ความรูสึกภายในจิตใจต่างกัน และพฤติกรรม แตกต่างกัน ไม่มีใครบอกได้ว่า พฤติกรรมของใครผิดหรือใครถูก คนสามารถใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมได้ เพียงแต่การกระทำ ของใคร จะสร้างความสุขให้แก่ตัวเอง และผู้อื่นได้มากน้อยเพียงใด การใช้ชีวิตของบางคน สามารถทำให้เกิดความสุขเพียงชั่วคราว แต่เกิดความทุกข์ถาวร การกระทำของบางคน สร้างความสุขให้กับผู้ใกล้ชิด การกระทำของบางคนใชัปัญญา ในการดำเนินชีวิต จึงเกิดความสุขได้ในทุกกรณี 

มนุษย์ทั้งหลาย ล้วนมีมุมมอง และทัศนคติที่แตกต่างกัน มนุษย์ทุกคน ต่างมีความคิดของตัวเอง และมนุษย์ส่วนใหญ่ มักคิดว่า ตัวเองถูกเสมอ นั่นคือมุมมองของตัวเอง 

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า 

" นิ้วมือแต่ละนิ้ว ยังสั้นยาวไม่เท่ากัน ฉันใด ฉันนั้น มนุษย์เราก็ย่อมมีความแตกต่างกัน "

**แนวคิดการดำเนินชีวิตและบริหารจิตใจ เพื่อการเรียนรู้ ชีวิต และทัศนคติ ความคิดแง่บวกและลบของมนุษย์ เพราะมนุษย์ทุกคนต่างมีตัวตน ซึ่งคิดว่าตนเองถูกเสมอ จึงมีตัวอย่างคนทั้งสี่ประเภททีมี ความประพฤติที่แตกต่างกัน แม้ในเรื่องเดียวกัน 
เหมาะสำหรับ 
นักศึกษา คนทำงาน นักธุรกิจ และ ผู้บริหาร ไม่ลุ่มหลงในสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนเกินไป รวมทั้ง ผู้ที่กำลังค้นหา ความสุขของชีวิต และ การใช้ปัญญา ในการดำเนินชีวิต ดำเนินชีวิตตามหลักสัจธรรม เดินทางสายกลาง


10 วิธีในการคิดต่างตามแบบแอปเปิล

10 วิธีในการคิดต่างตามแบบแอปเปิล


จากความสำเร็จของบริษัทแอปเปิล ทำให้หลายฝ่ายสงสัยและต้องการทราบว่า เบื้องหลังความสำเร็จและแนวคิดในแบบแอปเปิลนั้นเป็นอย่างไร

วันนี้เรามี 10 วิธีในการคิดต่างตามแบบแอปเปิล ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ ที่ทำให้แอปเปิลพัฒนามาจนถึงวันนี้

เป็นที่รู้กันว่า พนักงานของบริษัทแอปเปิลตั้งแต่เริ่มทำงานมาจนถึงปัจจุบัน พวกเขาถูกปลูกฝังด้วยคำว่า Think Different หรือคิดต่าง ซึ่งแม้ว่าคำๆนี้จะมีลักษณะที่ค่อนข้างเป็นนามธรรม และปฏิบัติตามได้ยาก แต่ดูเหมือนว่าพนักงานของแอปเปิลทุกคนจะเรียนรู้ และปฏิบัติตามได้อย่างไม่มีปัญหา ซึ่งที่ผ่านมา ก็เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า การคิดต่างในแบบแอปเปิลนั้น ได้ทำให้บริษัทก้าวมาไกลเพียงใด

สตีฟ โทบัก ที่ปรึกษา นักเขียน และผู้บริหารระดับอาวุโสของบริษัทเทคโนโลยีชื่อดังของสหรัฐฯ ที่คร่ำหวอดในวงการมานานกว่า 20 ปี ได้ทำการศึกษาบุคคลที่ร่วมงานกับแอปเปิล  ที่เขาเปรียบเทียบว่า วัฒนธรรมแบบแอปเปิลเหมือนการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของบริษัทในสหรัฐฯ เพราะแอปเปิลได้ฉีกทุกกฎที่ทุกคนเคยทำไว้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งโทบักได้ข้อสรุปออกมาเป็น 10 วิธีที่คิดต่างในแบบแอปเปิล ที่ทำให้บริษัทนี้ โดดเด่นกว่าบริษัทอื่นๆ และพลิกฟื้นจากบริษัทที่ใกล้ล้มละลาย มาเป็นบริษัทที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงเป็นอันดับสองของโลก ดังนี้

1. เสริมสร้างให้พนักงานคิดต่าง  พนักงานคนหนึ่งของแอปเปิลกล่าวว่า สตีฟ จ็อบส์มักจะพูดเสมอว่าเราต้องทำสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น และเขาเชื่อว่าพวกเราทำได้

2. สิ่งที่สำคัญคือการให้คุณค่า อย่าใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อย  พนักงานของแอปเปิลทุกคนเห็นว่าออฟฟิศเป็นสถานที่ที่สนุกที่จะทำงาน ดังนั้นพวกเขาจึงอยู่กันอย่างไร้กฎระเบียบ ใครจะทำอะไรก็ได้ แต่ว่างานต้องเสร็จเรียบร้อย ซึ่งโทบักเคยเข้าประชุมร่วมกับผู้บริหารของแอปเปิล ที่มาร่วมประชุมด้วยเท้าเปล่า ที่น่าแปลกก็คือไม่มีใครสังเกตเห็นซะด้วยซ้ำ

3. รักและใส่ใจกับผู้ริเริ่มสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ

4. ทำทุกสิ่งที่สำคัญ และทำจากใจ โทบักต้องข้อสังเกตว่า การบริหารงานของแอปเปิลนั้นจะไม่มีการแยกฝ่ายกันอย่างชัดเจน ทุกอย่างต้องทำภายใต้การรับผิดชอบร่วมกัน

5. ดูแลการตลาดอย่างใกล้ชิด จ็อบส์ให้ความสำคัญกับการทำการตลาดเป็นอย่างมาก โดยแอปเปิลจะไม่มีการจ้างบริษัทอื่นเพื่อมาทำการวิจัยทางการตลาด แต่พวกเขามีทีมเป็นของตัวเองในการรับผิดชอบเรื่องนี้

6. ควบคุมสาส์นที่จะสื่อออกไปถึงผู้บริโภค ซึ่งแอปเปิลจะมีวิธีการในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และการประชาสัมพันธ์บริษัทที่แตกต่างจากบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด

7. สิ่งเล็กๆน้อยๆก็อาจสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้  พนักงานของแอปเปิลรู้ซึ้งถึงแนวคิดนี้เป็นอย่างดี ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ระหว่างการเปิดตัวไอโฟน 4 ซึ่งเป็นช่วงที่พนักงานทุกคนทำงานอย่างหนัก ผู้บริหารก็สั่งอาหารอย่างดีมาให้ บางสาขาถึงกับลงทุนจ้างพนักงานนวดมาเพื่อนวดคลายเส้นให้แก่พนักงานของแอปเปิลโดยเฉพาะ

8. อย่าปล่อยให้คนทำงานแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องปล่อยให้พวกเขาทำงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ  จ็อบส์เคยกล่าวเอาไว้ว่า หน้าที่หลักของเขาคือทำยังไงให้พนักงานทำงานดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคำตอบก็คือ เขาจะต้องคอยผลักดันให้พนักงานทุกคนก้าวหน้า

9. เมื่อคุณค้นพบว่าสิ่งนั้นทำแล้วได้ผล จงทำต่อไปเรื่อยๆ  แอปเปิลเป็นบริษัทที่ทำในสิ่งที่ตนเองถนัด และพัฒนาจนสิ่งนั้นๆล้ำหน้ากว่าคนอื่น

10. การคิดต่าง จ็อบส์เคยกล่าวไว้ในงานวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดว่า อย่าปล่อยให้เสียงหรือความคิดของคนอื่น ดังกว่าเสียงหรือความคิดของตัวคุณเอง ดังนั้น ไม่ว่าสิ่งที่คุณคิดจะแตกต่างจากคนอื่นแค่ไหน จงเชื่อมั่นและทำต่อไป

Produced by VoiceTV
by Sutthiporn 26 สิงหาคม 2554 เวลา 20:29 น


11 ธันวาคม 2555

ทันตะคว้ารางวัลกระทงปี 55


ทันตะคว้ารางวัลกระทงปี 55


    เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เข้าร่วมกิจกรรมสืบสานประเพณีไทยโบราณ งานลอยกระทงมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประจำปี 2555 ณ บึงสีฐานมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งในปีนี้มีทางมหาวิทยาลัยได้รณรงค์งดจำหน่ายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงาน รวมทั้งใช้กระทงวัสดุธรรมชาติ สำหรับกิจกรรมหลักในงานยังคงมีการประกวดขบวนแห่ที่มีผู้เข้าร่วมถึง 20 ขบวน การประกวดกระทงขนาดเล็ก ใหญ่ และที่เป็นสีสรรของงานคือการประกวดนางนพมาศโดยในปีนี้มีผู้เข้าประกวด 28 คน และส่วนความสนุกสนานยังมีการแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน การแสดงลานวัฒนธรรมของเครือข่ายวัฒนธรรม การแสดงมหรสพ เครื่องเล่นสวนสนุก การแสดงหมอลำ การฉายหนังกลางแปลงในโครงการหอภาพยนต์อีสาน และการออกร้านจำหน่ายกระทงของนักศึกษา    และจัดให้มีการประกวดกระทงประเภทต่างๆ โดยทางคณะได้ร่วมกิจกรรมทั้งการจัดขบวนแห่ ให้ชื่อว่า “โขง” มหานธี ดวงชีวีแห่งอีสาน และกระทง ให้ชื่อว่า ทันตแพทย์พร้อมใจเทิดไท้ในหลวง เป็นประเภทกระทงขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลาง ตั้งแต่ 3 ฟุตขึ้นไป (อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม)  ผลการประกวดคณะทันตแพทยศาสตร์ คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 พร้อมเงินรางวัล 4,000 บาท มาครอง นับว่าเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจอีกครั้งหนึ่งของเหล่าคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาทันตแพทย์ทุกคนที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันจนประสบความสำเร็จ




ประเพณีลอยกระทงมหาวิทยาลัยขอนแก่น 2555


ประเพณีลอยกระทงมหาวิทยาลัยขอนแก่น 2555


      ประเพณีลอยกระทงมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประจำปี 2555 กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติ  ถือว่าเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของชาวไทย  และเป็นประเพณีที่ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ให้กับบุคลากร นักศึกษา และประชาชน ร่วมลอยกระทงบูชาพระแม่คงคาตามประเพณีของไทย เพื่อเป็นการแสดงการขอบคุณน้ำ เพราะมนุษย์เราอยู่ได้เพราะน้ำ ตั้งแต่โบราณมาชุมชนทั้งหลายเวลาสร้างเมือง ต่างก็เลือกติดแม่น้ำ ดังนั้นถึงเวลาในรอบ 1 ปี จึงเลือกเอาวันเพ็ญเดือนสิบสอง ระลึกว่าตลอดปีที่ผ่านมา เราได้อาศัยน้ำในการดำรงชีวิต  ในขณะที่ลอยกระทงจะเป็นการนึกถึงคุณประโยชน์ของน้ำ และเป็นการขอขมาพระแม่คงคา
        ผศ.วิชัย ณีรัตนพันธุ์ ที่ปรึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น เผยว่า งานลอยกระทงปีนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้จัดกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิเช่น การประกวดขบวนแห่ การประกวดกระทงความคิดสร้างสรรค์และอนุรักษ์ธรรมชาติ การประกวดนางนพมาศ และกิจกรรมบันเทิง เช่น การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน การแสดงลานวัฒนธรรม การแสดงมหรสพ การแสดงหมอลำ และที่สำคัญในวันที่ 24-25 พฤศจิกายน 2555 ยังมีกิจกรรมส่งเสริมเยาวชน โดยการประกวดวงดนตรีพื้นบ้านโปงลาง ฟ้อนรำแคนคอนเทสต์ ครั้ง 5 ชิงถ้วยพระราชทาน รอบรองชนะเลิศ ณ บริเวณหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีทีมที่ผ่านเข้ารอบทั้งหมด 7 ทีม ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก
        จึงขอเชิญชวนประชาชนจังหวัดขอนแก่น เข้าร่วมงานลอยกระทง มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประจำปี 2555 ในวันที่ 26-28 พฤศจิกายน 2555 ทั้งนี้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รณรงค์งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดการจุดประทัดพลุไฟภายในงาน และได้จัดเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัย อำนวยความสะดวกที่จอดรถ และปรับปรุงบริเวณริมบึงศรีฐาน ณ จุดปล่อยกระทง จึงมั่นใจได้ว่างานลอยกระทง มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประจำปี 2555 นี้ นอกจากจะได้รับความสุข สนุกสนาน และได้ร่วมกันสืบสานประเพณีอันดีงามของไทยแล้ว ยังมั่นใจได้ว่าจะได้รับความสะดวกและปลอดภัยอีกด้วย


ที่มา : http://www.kku.ac.th/news/2012/November/ประเพณีลอยกระทงมหาวิทยาลัยขอนแก่น-2555.php